สินค้าที่จับต้องได้มีอะไรบ้าง

กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ คืออะไร?

กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ คือ กลยุทธ์เกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ของธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์หรือ Product Strategy คือกลยุทธ์ที่ครอบคลุมตั้งแต่คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ (Feature) ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ (Package) และฉลาก (Label)

โดยผลิตภัณฑ์ตาม Product Strategy ของ Marketing Mix ใจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ (Tangible) กับผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถจับต้องได้ (Intangible)

ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ (Tangible) คือ สินค้าทั่วไป (Goods) ที่สามารถจับต้องได้ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ อาหาร เครื่องสำอาง

ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ (Tangible) คือ บริการ (Service) เป็นประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อใช้บริการ อย่างเช่น ไอเดีย เกม ประกันชีวิต การว่าจ้างทนาย โรงแรม และการใช้บริการสายการบิน

แต่อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ (Product) ไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่ในประเด็นว่าจะขายอะไร แต่สิ่งที่กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ครอบคลุมไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ (Tangible) หรือผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ (Tangible) จะประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่

  1. คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ (Feature)
  2. บรรจุภัณฑ์ (Package)
  3. ฉลากของผลิตภัณฑ์ (Label) หรือกระบวนการให้บริการ (Process)

คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ (Feature)

คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ (Feature) เป็นสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงเมื่อพูดถึง Product เนื่องจากเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดที่ทุก Product ต้องมี เพราะคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์คือสิ่งที่แก้ปัญหาให้กับลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ไปใช้

ในการทำแผนการตลาดในส่วนของ Product นักการตลาดต้องระบุให้ได้ว่าจะนำเสนออะไรให้กับลูกค้า ตัวอย่างเช่น ความทนทานของผลิตภัณฑ์ การที่สามารถใช้งานได้ตามคำโฆษณา ความสามารถที่เหนือกว่าสินค้าอื่น ความแตกต่างจากสินค้าอื่น หรือคุณภาพที่เหมาะสมกับราคา

บรรจุภัณฑ์ (Package)

บรรจุภัณฑ์ (Package) คือ เรื่องของการออกแบบบรรจุภัณฑ์หรือหีบห่อของสินค้า ได้แก่ การออกแบบรูปร่างของหีบห่อ การเลือกสีที่เหมาะสม และการบรรจุสินค้าลงในแพคเกจในจำนวนที่เหมาะสม

ตัวอย่างเช่น คอนแทคเลนส์รายวันแบบแพคใส่กล่อง 30 ชิ้นขายในราคาที่ถูกกว่า สำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้ทุกวัน

สำหรับธุรกิจบริการบรรจุภัณฑ์ (Package) เทียบได้กับ Physical Evidence ของสถานที่ที่ให้บริการของแบรนด์ อย่างเช่น ห้องของโรงแรม และภูมิทัศน์ของร้านอาหาร

ฉลาก (Label)

ฉลาก (Label) คือ สิ่งที่ใช้บอกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า ตัวอย่างเช่น Logo ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ ปริมาณ และรายละเอียดต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ที่กฎหมายของแต่ละประเทศระบุให้กำหนดเอาไว้บนฉลาก

โดยส่วนมากรายละเอียดของฉลากจะเป็นการระบุตามที่กฎหมายของแต่ละประเทศกำหนดให้ระบุ อย่างเช่นการที่บางประเทศจะบังคับให้ฉลากต้องมีภาษาท้องถิ่นทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่

นอกจากนี้ ลักษณะของการทำฉลากที่ดีควรจะทำให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย (Target) ของสินค้า อย่างเช่น สินค้าที่จับกลุ่มลูกค้าที่ชอบข้อมูล ก็ควรจะมีรายละเอียดของสินค้าครบถ้วน

สำหรับธุรกิจบริการแม้ว่าจะไม่มีเรื่องของฉลากเข้ามาเกี่ยวข้องในกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ เพราะตัวสินค้าหรือผลที่ลูกค้าได้รับเกิดขึ้นระหว่างการให้บริการ ดังนั้นส่วนสำคัญที่สำคัญมากพอกันกับฉลากในธุรกิจบริการก็คือกระบวนการการให้บริการ (Process) ที่ควรเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อที่ลูกค้าทุกคนจะได้รับบริการที่เหมือนกันและเป็นไปตามมาตรฐานอย่างที่ควรจะเป็น

หลายๆคนคงอยากหารายได้เสริม หรือทำธุรกิจส่วนตัวกันในยุคนี้ เพื่อที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่คงกลัวที่จะลงทุน กลัวว่าต้นทุนจม และไม่มีกำไร แต่หากรู้ไหมว่า…มีสินค้าบางชนิดที่ขายดีตลอดกาล ไม่ว่าจะยุคไหน ก็สามารถขายได้ เพราะเป็นของยอดนิยม ของต้องมี และมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน วันนี้ wisdom รวบรวมสินค้าเหล่านั้นมาไว้ในบทความนี้แล้ว…

เลือกอ่านหัวข้อที่คุณสนใจ

  • ประเภทที่ 1 อาหารและขนมโฮมเมด
  • ประเภทที่ 2 เครื่องใช้ในบ้าน
  • ประเภทที่ 3 ของสะสม และของวินเทจ
  • ประเภทที่ 4 ยีนส์
  • ประเภทที่ 5 ต้นไม้ เมล็ดพันธ์ุ และอุปกรณ์เสริม
  • ประเภทที่ 6 สินค้าไอที/อุปกรณ์อิเล็กทอนิกส์
  • ประเภทที่ 7 งานแฮนด์เมด
  • ประเภทที่ 8 สินค้าประดับยนต์
  • ประเภทที่ 9 สินค้ามือสอง
  • ประเภทที่ 10 ประกันสุขภาพ/ประกันชีวิต

ประเภทที่ 1 อาหารและขนมโฮมเมด

อาหารและขนม เป็นปัจจัย 4 ที่สำคัญในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นใคร วัยไหนก็ต้องรับประทานอาหาร ทำให้สินค้าประเภทนี้ ขาดไปไม่ได้เลย แต่อาหารประเภทที่ได้รับความนิยมอยู่ตลอดในเมืองไทย คงหนีไม่พ้น อาหารและขนมที่ทำขึ้นจากมือล้วนๆนั่นเอง

ถึงแม้ปัจจุบัน อาหารจานด่วน หรือ instant food จะมีความนิยมเพิ่มขึ้น แต่ด้วยพฤติกรรมของคนไทย และขนบธรรมเนียมที่มีกันมานาน คนไทยจึงยังต้องการอาหารโฮมเมดอยู่เสมอ ยิ่งเป็นอาหารหรือขนมที่ทำขึ้นจากมือล้วนๆ ยิ่งได้รับความนิยม เพราะหาทานยาก มีเอกลักษณ์มากกว่า และยังมีรสชาติที่แปลกใหม่ แตกต่างงจากอาหารที่ผลิตแบบ OEM อีกด้วย อาหารโฮมเมดโดยเฉพาะประเภทเบเกอรี่ ได้รับความนิยมสูงมาอย่างต่อเนื่อง หากร้านไหนทำอร่อย ทำถูกใจคนทาน ก็สร้างลูกค้าประจำได้เลย ตัวอย่างร้าน Maesalong Croissant คาเฟ่ครัวซองต์ยอดฮิต ทีเด็ดแห่งย่านสามเสน ที่ทำจากมือล้วนๆ ทำให้มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ และโดดเด่น จนมีคนต่อคิวยาวหน้าร้าน และจองคิวกันยาวข้ามเดือนเลยทีเดียว 

ขอบคุณภาพจากเพจ Maesalong Croissant

กลุ่มเป้าหมายของอาหารและขนมโฮมเมด แทบจะมีทุกเพศ ทุกวัย แบ่งเป็น 3 ระดับด้วยกัน 

1. ตลาดระดับบน หรือเป็นแบรนด์ที่ติดตลาดแล้ว และมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง เน้นความสวยงามของตัวสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ทำให้สินค้ามีราคาสูง กลุ่มเป้าหมาย จะเป็นกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา กลุ่มคนทำงาน 

2. ตลาดระดับกลาง เป็นกลุ่มคนที่ชอบทานอาหารโฮมเมด แต่กำลังซื้อไม่มากนัก ไม่ได้เน้นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และไม่ได้เน้นคุณภาพมากนัก สินค้าที่วางขายในระดับนี้มักจะวางขายตามร้านกาแฟ คาเฟ่ ร้านอาหาร ที่ไม่ได้เน้นโดดเด่นเรื่องเบเกอรี่มากนัก เช่น ฝากขายตามร้านของฝาก ของที่ระลึก ร้านเครื่องดื่ม มินิมาร์ท หรืออาจมองหากลุ่มลูกค้าประเภทรับจัดเลี้ยง โรงแรม เป็นต้น กลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ จะเลือกบริโภคขนมที่อร่อย รสชาติถูกปากราคาไม่สูงเกินไป ซึ่งสามารถสร้างฐานลูกค้าของตนเองได้ ผ่านบรรจุภัณฑ์ การประชาสัมพันธ์บนออนไลน์ต่างๆ

3. ตลาดระดับล่าง ไม่เน้นแบรนด์สินค้า ไม่เน้นความสวยงามของบรรจุภัณฑ์  อาจจะมีบางครั้งมีตราสินค้าและเบอร์โทรศัพท์ที่แนบไว้ แต่มักวางขายทั่วไปตั้งแต่ในร้านขายของชำ ไปจนถึงร้านค้าเล็กๆ ตามท่ารถโดยสาร ราคาไม่แพงเพราะอาจใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพด้อยลงมาเล็กน้อย เน้นเป็นอาหารที่ทำได้ง่ายในปริมาณมากๆ กลุ่มเป้าหมายจึงเป็นนักเรียน นักศึกษา

ประเภทที่ 2 เครื่องใช้ในบ้าน

หนึ่งในสินค้าขายดีตลอดกาลบนตลาดออนไลน์ คือ เครื่องใช้ในบ้าน เพราะไม่ว่าใครก็ต้องอยู่บ้านเสมอ ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์ช่าง เครื่องใช้อำนวยความสะดวก ไปจนถึงของใช้กระจุกกระจิก เช่น ดินสอ ปากกา แปรงแต่งหน้า แก้วน้ำ เครื่องบีบยาสีฟัน ผ้ากันเปื้อน ผ้าปูโต๊ะ ผ้าม่านกันยุง ชั้นวางรองเท้า และอีกสารพัดสิ่ง ซึ่งของใช้ที่ขายดีตลอดๆ มักมีราคาไม่แพง และจับต้องได้จริง ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน รายเล็กหรือรายใหญ่ ต่างก็มีสินค้าเหล่านี้รองรับต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเสมอ เพราะเป็นสินค้าที่ขายได้ตลอดกาลนั่นเอง

ขอบคุณรูปภาพจาก Shopee

ยิ่งในยุคนี้ คนส่วนใหญ่อยู่บ้านกันมากขึ้น ทำให้ตลาดเครื่องใช้ในบ้านเติบโตสูงขึ้นมาก และมีกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจอยู่มาก ทั้ง กลุ่มพนักงานออฟฟิศที่ทำงานที่บ้าน มีกำลังซื้อ แต่ไม่มีโอกาสออกไปจับจ่ายใช้สอย ไม่มีเวลา แต่ต้องการสร้างสรรค์บ้านให้เป็นสถานที่ทำงานที่สะดวก น่าอยู่มากยิ่งขึ้น และยังมีกลุ่มอื่นๆ อย่างพ่อบ้าน แม่บ้าน นักเรียน นักศึกษา อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นประเภทสินค้าที่จับตลาดได้ทุกเพศทุกวัยเลยจริงๆ

ประเภทที่ 3 ของสะสม และของวินเทจ

เรียกได้ว่าเป็นสินค้าที่อยู่ในตลาดมาอย่างยาวนาน และยังมีมูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งนาน ยิ่งมีมูลค่ามาก ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ ธนบัตร แสตมป์ ของเก่า ของโบราณ งานศิลปะ ไปจนถึงโมเดล ฟิกเกอร์ เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า หรือหนังสือ ตลาดของสินค้าประเภทนี้มักจะมีเจาะจง ไม่ว่าจะกลุ่มออนไลน์ตามแพลตฟอร์มต่างๆ หรือตลาดเก่ายอดนิยมอย่าง ประตูสมบัติ สำเพ็ง เยาวราช เป็นต้น

กลุ่มเป้าหมายของสินค้าประเภทนี้ ค่อนข้างเจาะจงไปยังกลุ่มคนระบบ Upper Middle Class เพราะเป็นสินค้าที่มีราคาแพง หาได้ยากในตลาด โดยจิตวิทยาของกลุ่มนักสะสม ระบุว่า นักสะสมของต้องใช้ ‘ความจำ’ และ ‘การสังเกต’ อย่างมากในการประเมินของที่ตัวเองสะสม เช่น ของชิ้นนี้มีที่มายังไง เหลืออะไรบ้างที่ต้องเก็บ จัดเรียงหมวดหมู่ยังไง จะหาของเหล่านี้ได้จากที่ไหนอีก ของชิ้นนี้ทำให้นึกถึงอะไรบ้าง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ จะทำให้พวกเขาได้ ‘บริหารสมอง’ ของตัวเอง นำไปสู่การพัฒนาสมาธิและทักษะความจำ เนื่องจากของสะสมจะเชื่อมโยงไปถึงเหตุการณ์บางอย่างที่น่าจดจำในอดีต

นอกจากนี้ การสะสมของยังช่วยสร้าง ‘อัตลักษณ์’ ให้กับตัวเราและกลุ่มเป้าหมายได้ หรือเรียกว่าเป็นความเนิร์ดบางอย่างที่เราสามารถเอาไปเล่าให้คนอื่นฟัง และพวกเขาก็จะจดจำเราในฐานะคนที่มีแพชชั่นในเรื่องนั้นๆ ดีไม่ดี เรายังจะได้สังคมใหม่ เพื่อนใหม่ จากความสนใจเฉพาะกลุ่มนั้นอีกด้วย

ประเภทที่ 4 ยีนส์

ยีนส์ เป็นอีกหนึ่ง FASHION ICONIC ที่อยู่มาทุกยุค ทุกสมัย ตั้งแต่ระดับแบรนด์หรูหรา จนถึงสินค้าแฟชั่นตามตลาด สาเหตุที่ยีนส์ไม่เคยตกยุคเลย เพราะโอกาสการใส่ยีนส์มีหลากหลายมาก ตั้งแต่ไปเรียน ทำงาน งานสังคม งานเดินแบบ หรือไปเที่ยวทั่วไป ยิ่งในวัยหนุ่มสาว นักเรียน นักศึกษา ยีนส์ยิ่งเป็นที่นิยมเพราะมีความหลากหลายทั้งรูปทรงและสี สามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์ได้หลากหลายแบบ และยังมีความทนทานอีกด้วย

ขอบคุณภาพจาก Levi’s

ประเภทที่ 5 ต้นไม้ เมล็ดพันธ์ุ และอุปกรณ์เสริม

การปลูกต้นไม้เป็นกิจกรรมยอดฮิตตลอดการ ยิ่งในประเทศไทยที่ทุกคนมีพื้นที่บ้านกว้างขวาง ทำให้คนไทยเป็นคนที่รัก และชื่นชอบการปลูกต้นไม้อยู่แล้ว และการขายต้นไม้ยังสร้างกำไรได้ดีมากๆ โดยเฉพาะต้นไม้ที่มีความหมายเป็นมงคล ช่วยเรื่องโชคลาภ เสริมดวง ยิ่งสร้างโอกาสในการซื้อขายได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้หากขายอุปกรณ์เสริมอย่าง กระถาง ของตกแต่งด้วยก็ยิ่งอัพยอดขายได้มากเลยทีเดียว

กลุ่มลูกค้ามีตั้งแต่นักศึกษายังไม่มีเงินเดือน อยากได้ต้นไม้นำไปไว้ในหอพัก เป็นต้นเล็กๆราคาไม่สูงมาก อย่างต้นแคคตัส ต้นไม้น้ำทั่วไป ไปจนถึงพนักงานประจำ บล็อกเกอร์ ยูทูบเบอร์ นักธุรกิจ เจ้าของกิจการ คนขายของออนไลน์ ในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง จะนิยมต้นไม้ที่มีราคาประมูลตามกลไกตลาด อย่างมอนสเตอร์ล่า กล้วยด่าง ยางอินเดีย ไทรใบสัก เป็นต้น โอกาสของสินค้าประเภทนี้เริ่มมีสูงขึ้นในยุคนี้ จากการรีวิวของดารา บล็อกเกอร์ ทำให้สินค้านี้เป็นอีกสินค้าที่สมควรแก่การลงทุน และเป็นสินค้ายอดนิยมตลอดนั่นเอง

ขอบคุณภาพจาก instagram @urassayas

ประเภทที่ 6 สินค้าไอที/อุปกรณ์อิเล็กทอนิกส์

สินค้าไอที/อุปกรณ์อิเล็กทอนิกส์ ก็เป็นอีกสินค้าที่น่าสนใจ และน่าลงทุน ถึงแม้จะมีต้นทุนสูงแต่ก็เป็นสินค้ามาแรง เช่น กล้องฟิล์มสมัยใหม่ กล้องวิดีโอสำหรับสายท่องเที่ยว หูฟัง True Wireless Smart Watch นอกจากนั้นอุปกรณ์ไอทีที่ใช้กันเป็นพื้นฐาน เช่น ตัวเชื่อมต่อต่างๆ ในคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ค สายชาร์จโน้ตบุ๊ค หรือสมาร์ทโฟน ก็ยังขายได้อย่างต่อเนื่อง และGadget ประเภท “Wearable Device” เป็นอีกสินค้าที่น่าจับตามอง เพราะตอบโจทย์ต่อพฤติกรรมผู้บริโภค และความต้องการที่จะมีสุขภาพที่ดีผ่านการวัดค่าหรือจดจำข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพได้

กลุ่มผู้บริโภคในปัจจุบันรู้สึกว่าอุปกรณ์ไอทีเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย เมื่อมี 1 เครื่องแล้ว ต้องมีอุปกรณ์ Gadget ต่างๆเพิ่มอีก เพื่อให้สะดวก ใช้งานได้ดี และยังกลายเป็นแฟชั่น เช่น Apple Watch หากมีแล้วก็ต้องมีสายหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับการแต่งตัว เป็นต้น

กลุ่มเป้าหมายของสินค้าประเภทนี้ เรียกได้ว่า มีหลากหลายมากๆ เพราะอุปกรณ์ไอที มีตั้งแต่ราคาถูก 100 – 200 ไปจนถึง หลักแสนเลยทีเดียว ทั้งนักเรียน นักศึกษา พนักงานประจำ เจ้าของธุรกิจ ขึ้นอยู่กับว่าสินค้าที่ขายนั้นมีคุณภาพ และน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน

ประเภทที่ 7 งานแฮนด์เมด

กลุ่มเป้าหมายของสินค้าแฮนด์เมด ส่วนมากจะเป็นผู้หญิง ตั้งแต่วัยนักเรียน นักศึกษา และวัยทำงาน ซึ่งแตกต่างกันตามสินค้า งานแฮนด์เมด หรืองานประดิษฐ์จากมือมักจะมีคุณค่า และสามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้า การทำของแฮนด์เมดขาย มักจะใช้ไอเดียที่ดีจะสามารถหยิบจับสิ่งเหลือใช้ใกล้ตัวมาทำเป็นสินค้าจำหน่าย เช่น สบู่แฮด์เมด เทียนหอมแกะลาย ผลไม้แปรรูป กระเป๋าแฮนด์เมด โคมไฟจากวัสดุเหลือใช้ พวงกุญแจแฮนเมดด์ ฯลฯ เป็นสินค้าที่ลงทุนน้อยแต่เน้นขายไอเดียและมีคนสนใจมาก

ขอบคุณภาพจาก instagram @littleloomthings และ @sunset.objects

ประเภทที่ 8 สินค้าประดับยนต์

สินค้าประเภทประดับยนต์ หรือของตกแต่งรถมีความน่าสนใจ เพราะคนรุ่นใหม่นิยมที่จะแต่งรถกันเป็นจำนวนมาก และไม่จำเป็นต้องสต็อกของให้เจ็บตัวและจมทุน เพราะรายใหญ่ที่ขายสินค้าประดับยนต์มักเปิดโอกาสในบุคคลทั่วไปเป็นตัวแทนจำหน่ายได้ เพราะสินค้าค่อนข้างมีมูลค่า แต่ก็ยังให้ต้องการขายให้ได้มากด้วย จึงเป็นเหมือนโอกาสในการสร้างธุรกิจแบบไม่ต้องลงทุนได้เลยทีเดียว ที่สำคัญสินค้าประเภทนี้ยังไม่ค่อยตกยุค ตกสมัย และสามารถนำกลับมาขายได้เรื่อยๆอีกด้วย

กลุ่มเป้าหมายสินค้าชนิดนี้มักเป็นผู้ชาย ที่มีรายได้ในระดับ middle class เพราะการตกแต่งรถยนต์มีค่าใช้จ่ายสูง และหากตกแต่งแล้วจะต้องตกแต่งเรื่อยๆ กลายเป็นความชอบส่วนบุคคลที่ไม่อาจเลิกได้ง่ายๆนั่นเอง

ประเภทที่ 9 สินค้ามือสอง

สินค้ามือสอง กลายเป็นสินค้าที่ไม่ต้องลงทุนมาก แต่กับขายได้มีมูลค่า และยังได้รับความนิยมมากขึ้น สินค้ามือสองนั้นมีหลากหลาย ได้แก่ รถยนต์, รถจักรยาน, หนังสือ, สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องถ่ายรูป, โทรศัพท์มือถือ), เฟอร์นิเจอร์, เครื่องใช้ภายในบ้าน (ตู้เย็น, โทรทัศน์, เครื่องซักผ้า), ของใช้ส่วนตัว (เสื้อผ้า, กระเป๋า, นาฬิกา, รองเท้า) สินค้ามือสอง เปรียบเสมือนแฟชั่นของยุคนี้ที่ทุกๆคนต้องมีไว้ เพราะราคาเข้าถึงง่ายขายคล่อง, คุณภาพสินค้าดียังดีอยู่ และคุ้มค่ามากกว่าการซื้อสินค้าใหม่ กลุ่มเป้าหมายของกลุ่มนี้ ส่วนมากจะเป็นวัยนักเรียน นักศึกษาที่มีรายได้ไม่มากนัก แต่ก็ยังต้องการใช้สินค้าที่มีราคาสูงอยู่ ทำให้สินค้าประเภทนี้กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอยู่ตลอด อีกด้วย

ประกันสุขภาพ/ประกันชีวิต เป็นสินค้าที่ขายได้ตลอด ขายได้อย่างต่อเนื่อง เพราะการมีประกันจะให้ความสบายใจได้มากกว่า ยิ่งพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันส่วนใหญ่มีความวิตกในเรื่องการใช้เงินมากขึ้น ทำให้ต้องมีการวางแผนการใช้เงินอย่างรัดกุม การนำมาซึ่งแพคเกจประกันชีวิต ประกันสุขภาพในรูปแบบต่างๆ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับผู้ที่อยากเป็นตัวแทนประกันชีวิต ควรเน้นการทำตลาดออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยทำงานเริ่มตั้งแต่ first jobber ที่เริ่มมีรายได้และกำลังวางแผนอนาคต ไปจนถึงวัยสูงอายุที่ต้องการการรับรองเรื่องสุขภาพอีกด้วย

ศึกษาวิธีการหาสินค้ายอดนิยมในปัจจุบัน คลิก

ที่มา the standard

ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ คืออะไร

สัมผัสได้และไม่ได้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 2.1 ผลิตภัณฑ์สามารถจับต้องได้ หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่มีรูปร่าง สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ การใช้กลยุทธ์ทางการตลาดจะขึ้นอยู่กับ ลักษณะของผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเภท รวมถึงลักษณะของลูกค้าและ

สินค้าที่จับต้องได้ (Hard Goods) คือสินค้าข้อใด

สินค้าที่จับต้องได้ (Hard Goods) สินค้าที่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีตัวตนและจับต้องได้ เช่น หนังสือ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ สินค้าหัตถกรรม ฯลฯ  สินค้าที่จับต้องไม่ได้(Soft Goods) เป็นสินค้าที่อยู่ในรูปแบบดิจิตอล เช่น ข้อมูลข่าวสาร เพลง รูปภาพ ไฟล์เอกสาร หรือซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ

สินค้าประเภทใดที่จับต้องไม่ได้

2. สินค้าที่จับต้องไม่ได้ (Soft Goods) คือสินค้าที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็น สินค้ามีราคา เช่น สินค้าพวกดิจิตอลต่างๆ ดังเช่น ข้อมูลข่าวสาร รูปภาพ เพลง

Product มีอะไรบ้าง

องค์ประกอบผลิตภัณฑ์ 1. ผลิตภัณฑ์หลัก (Core Product) บริษัทต้องมีความรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ 2. คุณสมบัติผลิตภัณฑ์ (Product Attribute) เราต้องทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นผลิตมาจากอะไร มีคุณสมบัติอย่างไร รูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตัวของมันเอง